ผมค่อนข้างโชคดีที่ได้ไปดู (และเล่น) คอนเสิร์ต ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการไปวัด เพราะคนไปวัดส่วนใหญ่ไม่ดูคอนเสิร์ต เพราะคิดว่าไร้สาระ ส่วนคนชอบไปคอนเสิร์ต มักไม่เข้าวัดเพราะกลัวร้อน (เป็นมุขคลาสสิคเวลาผมชวนคนดูดนตรีไปวัด) แต่สิ่งที่ผมเห็นคือทั้งสองสิ่งมีจุดร่วม คน ไปวัดมักจะเริ่มต้นด้วยการตื่นมาเตรียมอาหารแต่เช้า แล้วไปรอใส่บาตรแต่เช้า เข้าคิวกันยาวเหยียด ตำรวจจราจรต้องมาอำนวยความสะดวกรถที่มาวัด ส่วนที่คอนเสิร์ตผมเห็นแถวยาวเหยียด เวลาพวกแฟนเพลงมารอศิลปินที่ชื่นชอบก่อนคอนเสิร์ตเริ่มหลายชั่วโมง พอพระเริ่มบิณฑบาตร คนก็กรูกันเข้ามาแย่งกันใส่บาตร เมื่อรถตู้ศิลปินเลี้ยวเข้ามาในงานคนก็เข้าไปรุมเพื่อที่จะได้เห็นหน้าใกล้ ๆ พระ ฉันท์เสร็จก็เริ่มเทศน์และให้พร ญาติโยมกรูกันเข้าไปข้างหน้าเพื่อที่จะได้นั่งใกล้ บางคนให้ความสำคัญกับการไ้ด้กราบใกล้ ๆ หรือได้รับน้ำมนต์ที่หลวงพ่อชื่อดังท่านสะบัดมาโดนสักนิดก็ยังดี มากกว่าที่จะใส่ใจในเนื้อหาธรรมะที่ท่านได้ให้โอวาท เด็ก ๆ สาว ๆ พากันเบียดเสียดเยียดยัดอัดกันเข้าไปหน้าเวทีเพี่อที่จะได้เห็นหน้าันักร้อง ชัด ๆ หรือได้สัมผัสส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายนักร้อง มากกว่าที่จะสนใจศิลปินร้องเพลง หลังจากท่านให้พรเสร็จ ญาติโยมกล่าวพร้อมกันว่า "สาาาาาธุ" พร้อมกับก้มลงกราบ เมื่อนักร้องร้องเพลงจบ แฟนเพลงก็ส่งเสียงกรี๊ดพร้อมกับโบกมือ (หรือหลัง ๆ ต้องทำ่ท่า "ซารังเฮโย" บนหัวด้วยถึงจะอิน) หลัง จากเสร็จพิธีกรรม ญาติโยมก็พยามแย่งกันที่จะได้รับ ของบางอย่างจากพระท่านแจกกลับมา เช่น พระเครื่อง กำไลปลุกเสก ข้าวก้นบาตร หมากที่เหลือ แ้ล้วนำกลับไปบูชาที่บ้าน ส่วนเด็ก ๆ วัยรุ่นก็กำลังแย่งกันกระโดดรับปิ๊กกีตาร์ ไม้กลองใช้แล้ว ที่ศิลปินเซ็นต์ให้แล้วเอาไปเก็บไว้ชื่นชมในห้องนอน ขากลับในขณะที่หลวงพ่อท่านกำลังจะกลับก็จะมีโยมบางคนเอาหนังสือธรรมะที่ท่านแต่งไปให้ท่านเจิมหรือเป่าให้ แฟน ๆ เพลงก็วิ่งตามศิลปินก่อนขึ้นรถตู้ เอาปกซีดีไปให้เซ็นต์
ทั้ง หมดนี้ผมคงไม่อธิบายอะไรเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผมเห็น แต่ผมอยากจะฝากแค่ว่า ทั้งสองกรณีไม่มีผิดไม่มีถูกหากเราเข้าใจว่า อะไรคือ ศรัทธา, งมงาย, ปัญญา และลุ่มหลง โดยธรรมชาติมนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะเห็นว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกและเป็นสิ่งที่ดีกว่า คนอีกกลุ่มซึ่งแตกต่างจากตัวเองโดยที่ลืมมองไปถึงแก่นของสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่
สวัสดีสำหรับวันนี้ครับ
>,,,,,,,,,,,,,,,, <